01/03/2555

หากไล่เรียงรายชื่อผู้บริหารธุรกิจรุ่นใหม่ระดับแนวหน้าของเมืองไทย โชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย ต้องติดหนึ่งในกลุ่มนั้นอย่างแน่นอน ด้วยสไตล์การทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ และผลงานการพลิกฟื้นธุรกิจการเกษตรของครอบครัวจนแข็งแกร่ง กลายเป็นโมเดลที่ฝรั่งต่างชาติต้องเขามาศึกษาดูงาน
 

ล่าสุดโชค บูลกุล ได้รับการคัดเลือกจาก The World Economic Forum ให้เป็นหนึ่งใน Young Global Leaders นั้น โชคบอก THAI COMMERCE ว่า น่าจะเกิดจากผลการทำงานบริหารธุรกิจที่คำนึงถึงการสร้างผลตอบแทนแก่สังคมเป็นหลักเพราะหากมองย้อนกลับไปถึงปรัชญาของกลุ่มฟาร์มโชคชัยที่มาจากภาคเกษตรกร จึงตั้งมั่นที่จะนำพระราชดำรัสของในหลวงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและพลังงานทดแทนมาปฏิบัติจริง


โมเดลธุรกิจแบบพอเพียง


ทุกท่านได้ยินคำว่า ทุนนิยม มามาก แต่ฟาร์มโชคชัยไม่ใช่ทุนนิยม เราเป็นอุดมการณ์นิยม การทำธุรกิจจึงไม่ใช่เพื่อเงิน เพื่อความมั่งคั่ง หรือเพื่อวันหนึ่งเราจะครองโลก อุดมการณ์นิยมที่ฟาร์มโชคชัยต้องการมาจากกระแสพระราชดำรัสที่ทรงขอให้ธุรกิจของคนไทยมีมูลค่าต่อสังคมไทยทั้งในเรื่องความรู้ และการสร้างให้เป็นแบบอย่างแก่องค์กรอื่นๆ


โชคอธิบายว่า สิ่งที่พิสูจน์การดำเนินธุรกิจทั้งหมดของกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัยเป็นแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือ การแตกไลน์ขยายธุรกิจไม่มีการกู้เงินจากแบงก์แม้แต่บาทเดียว ใช้วิธีการหมุนเงินภายในองค์กรสร้างธุรกิจใหม่ ในสไตล์เงินน้อยๆ ใส่ความคิดสร้างสรรค์เยอะๆ เป็นแนวทางการบริหารงานที่ภาคภูมิใจเพราะวันหนึ่งเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ที่เดินเข้ามาฟาร์มโชคชัย ธุรกิจนี้ใกล้จะจบเต็มที มีหนี้เยอะแยะ เป็นวิกฤตที่หนักหนาสาหัสถึงขนาดจะซื้อเครื่องคิดเลขสักเครื่องยังต้องประชุมคณะกรรมการ แต่ก็เป็นการสอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน เรียนรู้ที่จะอยู่รอดกับธุรกิจของตัวเอง
 

“โจทย์มีอยู่ว่าผู้ใหญ่เป็นเจ้าของเดิม (ดร.โชค-สุจริต บูลกุล) เชื่อว่าธุรกิจฟาร์มจะอยู่ได้อีกไม่นาน เขาก็ต้องกังวลกลัวว่าเอามาแล้วจะทำดินพอกหางหมูอีก ฉะนั้นผมต้องเล่นในกรอบแต่ก็ต้องแสดงความนอกกรอบในกรอบที่ผมมีอยู่ด้วย”
 

กรอบที่โชคว่า คือ แม้จะขายนมสดตาฟาร์มโชคชัยออกไปแล้วแต่ก็ยังมีหนี้ที่เป็นภาระอยู่ก้อนหนึ่ง ควบคู่ไปกับการที่จะทำอย่างไรให้ธุรกิจการเกษตรมีอนาคต พ่วงด้วยปัญหาการสร้างศรัทธาให้กับลูกน้องเพราะในขณะนั้นโชคมีอายุแค่ 25 ปี ที่เดินขึ้นมาอยู่หัวแถว จึงยากที่จะบอกให้ทุกคนทำตาม แต่ด้วยสัญชาตญาณความอยู่รอดที่ต้องการรักษาธุรกิจ ร่วมกับการชอบคิดสร้างสรรค์ มาผนวกเข้าด้วยกันจึงเกิดเป็นวิชั่นการบริหารธุรกิจฟาร์มโชคชัย
 

R&D เพิ่มมูลค่าธุรกิจ
 

จาก Core Business ที่เหลืออยู่ คือ กิจการฟาร์มโคนมและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์โชครุกหนักในเลขการวิจัยและพัฒนา เพราะเชื่อมั่นในพื้นฐานด้านการเกษตร หากมีการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบและมีการประเมินผลที่ดีก็จะสามารถเปลี่ยนความรู้ทั้งหมดให้เป็นทุนกับองค์กร
 

ผลของ R&D ปรากฏเด่นชัดในปัจจุบัน เมื่อกิจการของฟาร์มโคนมกลายเป็นฟาร์มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ด้วยจำนวนวันนม 5,000 ตัว ผลิตน้ำนมดิบขายให้โรงงานผลิตนมต่างๆ ส่วนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เมื่อได้รับการพัฒนาสูตรอาหารจนสามารถสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงให้วัวนมในฟาร์มก็กลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาผลิตแม่พันธุ์โคนมส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าลาว มาเลเซีย หรือเวียดนาม นี่คือการนำผลของการวิจัยและพัฒนามาเพิ่มศักยภาพธุรกิจการเกษตรที่เป็นกิจการหลักของฟาร์มโชคชัย


“จากประสบการณ์ตรงนี้ เราจึงตั้งบริษัทให้คำปรึกษาชื่อ Bizkid แม้จะแตกไลน์มาจาก Core Competency แต่ก็เป็นธุรกิจที่สร้างธุรกิจที่ช่วยในการสร้างแบรนด์ ลูกค้าของผมส่วนใหญ่ตอนนี้จะเป็นลูกค้าต่างประเทศ ไม่ว่าภาครัฐของมาเลเซีย หรือเวียดนาม ลูกค้าเหล่านี้เวลามาถึงฟาร์มโชคชัย เขาไม่ได้อยากจะรู้เรื่องท่องเที่ยว เขามาเพราะอยากจะรู้ว่าธุรกิจการเกษตรสร้าง Core Competency ให้เรายังไง ทั้งหมดจะถูกนำมารีแพ็คเกจขายความรู้ ฉะนั้น ธุรกิจของผมจึงเริ่มต้นจากเกษตรแล้วไปขายความรู้”
 

คิดเชิงสร้างสรรค์ต่อยอดธุรกิจ
 

และเมื่อโชคใส่ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity เพิ่มเข้าไปอีก ฟาร์มโชคชัยจึงแตกไลน์ธุรกิจออกไปบนพื้นที่ฐานความเป็นธุรกิจการเกษตร เช่น ธุรกิจแปรรูปอาหารที่ต่อมาต่อยอดจนกลายเป็นธุรกิจภัตตาคารในนาม โชคชัยสเต็กส์เฮ้าส์ รองลงมาเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จากการที่มีพื้นฐานการเกษตร จึงมีสินทรัพย์เป็นที่ดินค่อนข้างมาก แม้จะไม่ค่อยเกี่ยวเนื่องกับธุรกิจเท่าไหร่นัก แต่วันนี้บริษัทฟาร์มโชคชัยมีพื้นที่สร้างโรงงานให้เช่าย่านรังสิตนับร้อยไร่ ขณะที่กิจการฟาร์มโคนม มีกิจการแตกไลน์ธุรกิจกลายเป็นผลิตภัณฑ์นมที่รู้จักกันดีในชื่อ อืมม!..มิลค์ แม้เพิ่งเปิดตัวแต่ก็ค่อนข้างประสบความสำเร็จมีเอาต์เลทอยู่หลายที่ทั้งสีลมและสุขุมวิท โชคบอกว่าผลิตภัณฑ์พวกนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ Down the Line และ Downstream เป็นการแปรรูปวัตถุดิบที่ออกจากฟาร์มให้เป็นผลิตภัณฑ์
 

แต่การแตกไลน์ธุรกิจที่โดดเด่นมีคนพูดถึงมากที่สุดของฟาร์มโชคชัย คือ การรุกอุตสาหกรรมบริการในเรื่องของการท่องเที่ยวโดยอาศัยจุดแข็งการดำเนินธุรกิจการเกษตรที่มีการค้นคว้าวิจัยพร้อมระบบการจัดการที่ดี เมื่อใส่ความคิดสร้างสรรค์เข้าไปจึงออกมาเป็น Agro Tour การท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแห่งเดียวของประเทศ ก่อนที่จะแตกไลน์ออกไปธุรกิจที่พัก Boutique Camp
 

ท้ายที่สุดธุรกิจท่องเที่ยวและที่พักนำไปสู่การสร้างรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ของฝากจากฟาร์มทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้องค์กร และล่าสุดในปีนี้ โชคได้แตกไลน์ธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมบริการเพิ่มขึ้นอีก โดยเปิดธุรกิจ Event & Organizer


“นี่คือธุรกิจที่ไม่แมส มีความเป็น Boutique เล็กๆ ฟาร์มโชคชัยจะไม่ทำธุรกิจใหญ่เพราะมีรายละเอียดเยอะ แต่นี่คือการอยู่รอดของกระแสโลกในอนาคต เชื่อว่าทุกคนเคยได้ยินมาแล้วโลกในอนาคตที่จะอยู่รอดสู้กับธุรกิจใหญ่ คือ ทำธุรกิจเล็กที่มีความแตกต่าง ธุรกิจที่รายใหญ่ไม่อยากทำ เพราะถ้าคุณจะเปิดร้านโชวห่วยบอกได้เลยว่าตายแน่ คนไปเข้าพวกดิสเคาส์สโตร์กันหมด มันไม่มีความแตกต่าง แต่ถ้าคุณเปิดร้านขายบะหมี่สำเร็จรูปที่มีบะหมี่สำเร็จรูปจากทั่วโลกอยู่ในร้านนี้ ผมเชื่อว่าคุณอยู่ได้คุณต้องเป็น Niche Market”


เคล็ดลับความสำเร็จ
 

ปัจจุบันฟาร์มโชคชัยมีพนักงานพันกว่าคน มีรายได้ปีหนึ่งประมาณ 2,000 ล้านบาท เปรียบกับโลกปัจจุบัน โชคบอกว่ากลุ่มฟาร์มโชคชัยยังเป็น SMEs อยู่ ไม่ได้กำไรเยอะ มาร์จินของกลุ่มเกษตรรวมอุตสาหกรรมบริการเข้าไป ไม่รวมภัตตาคารกับธุรกิจอสังหาฯ ปีหนึ่งกำไรไม่เกิน 8 เปอร์เซ็นต์ แต่กระนั้นกระแสเงินสดของฟาร์มโชคชัยเติบโตแบบก้าวกระโดด จากเดือนมิถุนายน 2546 ถึงเดือนมกราคม 2549 โตขึ้น 150 เปอร์เซ็นต์


เมื่อถามว่าโมเดลธุรกิจของฟาร์มโชคชัยใช้กับธุรกิจอื่นๆ ได้ไหม โชคตอบสนองว่าลองเอาโมเดลนี้ไปคิดดูมันใช้ได้ไหม มันแตกต่างกันที่ตรงไหน ถ้า Core Competency ของคุณเป็นอย่างอื่นคุณจะดีไลท์ (ทำด้วยความพึงพอใจ) ออกมาเป็นอย่างนี้ได้ไหม เชื่อว่าคนมีปัญญาคิดได้ว่า ได้หรือไม่ได้ อาจจะไม่ออกมาเป็นรูปแบบเดียวกับฟาร์มโชคชัย อย่างเช่น ไอบีเอ็ม วันหนึ่งเคยขายฮาร์ดแวร์เป็นรายได้หลัก วันนี้เป็นที่ปรึกษาวางระบบคอมพิวเตอร์ มันเป็นพาราดาชิปตัวใหม่ แต่ต้องไม่ตามกระแส ต้องรู้พื้นฐาน (Origin) ของตัวเองว่ามาจากไหน พื้นฐานต้องไม่เปลี่ยน ขอให้มีความคิดสร้างสรรค์ในเชิงพาณิชย์ เชื่อว่าหลายๆ อย่างทำได้


ปิดท้ายโชคเผยถึงเคล็ดลับที่ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ มากมาย และการทำให้ความคิดสร้างสรรค์เหล่านี้ปฏิบัติได้จริง อันดับแรกต้องมี Instinct หรือสัญชาตญาณ คนเราเกิดมาต้องมีสัญชาตญาณ และปฏิภาณไหวพริบมาก่อนเป็นพื้นฐาน ถ้าเกิดมาแล้วไม่มีไหวพริบไม่มีสัญชาตญาณก็เป็นไปไม่ได้ที่คนเรียนจบ ป.4 แล้ววันนี้จะมาเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้านพันล้าน คนพวกนี้ทำได้เพราะมี Instinct มีไหวพริบ มีอะไรที่แตกต่างจากคนทั่วไปส่วนที่เหลือคือการฝึกเป็นโจทย์ที่ทุกคนต้องเจอต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง “ผมเชื่อเรื่องนี้ เพราะผมสังเกตตัวเอง ผมเรียนมา 3 ปริญญาแต่นำมาใช้ไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ของสาระที่เรียน อีก 85 เปอร์เซ็นต์คือ ไหวพริบและสัญชาตญาณล้วนๆ เป็นสิ่งที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่กระนั้น 15 เปอร์เซนต์จากบทเรียนก็ทำให้ผมเข้าใจความเสี่ยงของธุรกิจการเกษตร ทำให้รู้จักคุณค่าที่จะคิดสร้างสรรค์แตกไลน์ธุรกิจโดยไม่ประมาท สิ่งนี้เป็นจุดแข็งที่ทำไมผมยืนธุรกิจการเกษตรเป็น Core Competency  แล้วแตกไลน์ธุรกิจออกไปโดยที่ธุรกิจหลักไม่สั่นคลอน”

 

บทความจากนิตยสาร Thai Commerce ฉบับปฐมฤกษ์ issn 1905-2375 (ปี 2549) หน้า 37