ด้วยอุดมการณ์และความใฝ่ฝันของนักสัตวบาล ตำนานคาวบอยไทย ดร.โชคชัย บูลกุล ที่มุ่งมั่นแผ้วถางและปรับเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเป็นป่ารกทึบ บริเวณอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา โดยเริ่มต้นจากการทำการเกษตรแบบผสมผสาน บนพื้นที่เพียง 250 ไร่
ประกอบธุรกิจจัดหาเครื่องจักรกล และอุปกรณ์ก่อสร้างให้แก่กองทัพอากาศอเมริกัน เพื่อใช้ในการสร้างฐานทัพการบิน และก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างในนาม บริษัทโชคชัยอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัทโชคชัยเอ็นยิเนียริ่ง จำกัด ก่อสร้าง “ตึกโชคชัย” บนถนนสุขุมวิท อาคารสูง 26 ชั้น ซึ่งครองความเป็นอาคาร ที่สูงที่สุดในประเทศไทยมานานถึง 13 ปี
บุกเบิกกิจการฟาร์มโคเนื้อ โดยนำเข้าโคเนื้อสายพันธุ์อเมริกันบราห์มัน และสายพันธุ์แซนต้าเกอร์ทูดิส พร้อมๆไปกับการยกระดับสายเลือด และพัฒนาสายพันธุ์โคพื้นเมืองของไทย
ก่อตั้งภัตตาคาร ‘โชคชัยสเต็ดเฮ้าส์’ สาขาแรกขึ้น บนชั้น 23 ของอาคารโชคชัย เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์เนื้อโคคุณภาพดีของฟาร์ม และให้บริการแก่ผู้เช่า อาคารสำนักงาน
ฟาร์มประสบปัญหาโควตาการส่งออกโคเนื้อ รวมทั้งปัญหาต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง จึงเริ่มผันตัวเองจากธุรกิจอุตสาหกรรมโคเนื้อ เข้าสู่วงจรของธุรกิจโคนม
ฟาร์มโคนมถูกบุกเบิกขึ้นอย่างเป็นรูปร่าง จากการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่างแม่พันธุ์โคเนื้อของฟาร์ม กับน้ำเชื้อพ่อพันธุ์โคนมจากต่างประเทศ พัฒนา และปรับปรุงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่องจนได้โคนมลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงสุดในเขตสภาพอากาศร้อนชื้น
โรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม และแบรนด์นมสดตราฟาร์มโชคชัยเกิดขึ้นเพื่อรองรับผลผลิตน้ำนมดิบของฟาร์ม
ช่วงเวลาของการปฏิรูประบบจัดการ (Reengineering) เป็นช่วงที่ธุรกิจโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมประสบกับวิกฤตทางการตลาด จึงมีความจำเป็นต้อง ตัดขายธุรกิจนมพร้อมดื่มตราฟาร์มโชคชัยออกไปในปี พ.ศ.2537 แต่ยังดำรงไว้ซึ่งธุรกิจหลัก นั่นก็คือธุรกิจฟาร์มโคนม และในช่วงนี้เป็นช่วงเริ่มต้นการทำงาน ของคุณโชค บูลกุล ภายหลังจากจบการศึกษาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นยุคของการหันกลับมาปฏิรูปองค์กรให้เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น โดยสร้างนวัตกรรม ทางการบริหาร และปรับรื้อระบบจัดการใหม่ให้กับธุรกิจ รายได้หลักในช่วงนี้มาจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งได้แก่น้ำนมดิบ และการส่งออก แม่พันธุ์โคนมไปยังต่างประเทศ รวมถึงอาหารสัตว์ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูป
เป็นช่วงเวลาของการปฏิรูปภาพลักษณ์องค์กร (Rebranding) เมื่อรากฐานของฟาร์มเข้มแข็งขึ้น ประกอบกับการมีความรู้ ประสบการณ์ และการเข้าใจจุดอ่อน จุดแข็งที่เรามี ผนวกกับการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาต่อยอดธุรกิจ จึงก่อให้เกิดนวัตกรรมทางธุรกิจขึ้น นั่นคือ การท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบครบวงจร

นับเป็นช่วงของการเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยวโดยการสร้างการรับรู้ให้แก่สาธารณชนผ่านสื่อที่มาถ่ายทำและสัมภาษณ์กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท ช่วงนี้จึงถือเป็นยุคของการปฏิรูปภาพลักษณ์องค์กรครั้งยิ่งใหญ่ของกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย

ช่วงเวลาของการปฏิรูปองค์กร (Repositioning) เมื่อธุรกิจเดินทางมาถึงจุดที่หลายคนให้การยอมรับ และมองว่าเราประสบความสำเร็จ เราเองยังคงไม่ละทิ้ง การจัดทัพปรับทีมให้พร้อมอยู่เสมอสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ช่วงนี้จึงเป็นยุคที่มีการปฏิรูปการจัดการต่างๆ เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น กับธุรกิจให้ได้มากที่สุด และด้วยเหตุนี้ประกอบกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจท่องเที่ยว จึงทำให้เราสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยวได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์นมตรา Umm!..Milk และธุรกิจที่พักในรูปแบบ Boutique Camp ภายใต้ชื่อ Farm Chokchai Camp ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในช่วงเวลานี้

 

รายได้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มมูลค่า ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และผลิตภัณฑ์ เกษตรแปรรูป เป็นหลัก นอกจากนั้น ยังมีรายได้ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการขายประสบการณ์ ผ่านธุรกิจให้คำปรึกษา และการถ่ายทอดประสบการณ์ในเวทีบรรยาย ต่างๆเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่งด้วย

ช่วงเวลาของการปฏิรูปความรู้ (Rejuvenation) ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ต้องการเห็นองค์กรในอนาคตเป็น People and HR Based Organization นั่นคือ องค์กรต้องถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องโดยทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ มีทักษะและความสามารถในการทำงานเป็นทีม ดังนั้นฟาร์มโชคชัยจึงก้าว เข้าสู่ยุคแห่งการเพิ่มพลังให้กับองค์กร เป็นยุคที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถและทักษะของบุคลากรเดิม รวมทั้งการสร้างบุคลากรใหม่ขึ้นมาทดแทน

 

ทั้งนี้ก็เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่จะเกิดขึ้นในโลกของการแข่งขันในอนาคต

และด้วยทักษะ ความรู้และประสบการณ์ที่ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง จากนี้และต่อไป สิ่งที่ฟาร์มโชคชัยปรารถนาคือ การยืนอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า อยู่ในสังคมที่เต็มไปด้วยการแบ่งปัน และเผื่อแผ่ความรู้ ดำเนินธุรกิจโดยอยู่บนพื้นฐานของการใช้ความรู้ ความสามารถ เพื่อให้สมกับปณิธานที่ตั้งไว้ว่า เราคือธุรกิจ ‘จากดิน...สู่ภูมิปัญญา’ อย่างแท้จริง ซึ่งก็คงยืนยันได้จากโครงการ Extension School และ Professional Course Training ที่อยู่ในระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการในอนาคตอันใกล้ด้วยเช่นกัน